สิทธิประโยชน์จากกองทุนประสังคมและกองทุนเงินทดแทน
สิทธิประโยชน์จากกองทุนประสังคมและกองทุนเงินทดแทนกองทุนประกันสังคม คุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 7 กรณี ได้แก่
1.กรณีเจ็บป่วย
จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน
15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
-
มีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ
-
มีสิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50 % ของค่าจ้าง
ตามใบรับรองแพทย์โดยใช้สิทธิลาป่วยกับนายจ้าง
30 วันทำงานต่อปีก่อน
-
มีสิทธิเบิกค่าทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) ครั้งละไม่เกิน 250
บาท ปีละไม่เกิน 500 บาท
-
มีสิทธิเบิกค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ต่างๆ
***เมื่อผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯในกรณีฉุกเฉิน
สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่ารักษาฯ ที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง
นับแต่วันเข้ารับการรักษาไม่นับรวมวันหยุดราชการ
ผู้ป่วยนอก (ปีละไม่เกิน 2
ครั้ง)
- ค่ารักษาฯ
ไม่เกินครั้งละ 300 บาท
-
ค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฎิบัติการครั้งละไม่เกิน 200 บาท
-
ค่าหัตถการไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง
ผู้ป่วยใน (ปีละไม่เกิน 2
ครั้ง)
- ค่ารักษาฯ
ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
- ค่าห้อง
ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
-
ค่าผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 2 ชม. 8,000 บาท ถ้าเกิน 2 ชม. 14,000
บาทต่อครั้ง
-
ค่ารักษาพยาบาล ICU ไม่เกิน 2,000 บาท ต่อวัน
- CT SCAN หรือ
MRI ไม่เกิน 4,500 บาท ต่อครั้ง
อุบัติเหตุ
(ไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
-
โรงพยาบาลของรัฐ จ่ายค่ารักษาฯไม่เกิน 72 ชม.
(ไม่นับรวมวันหยุดราชการ)เท่าที่จ่ายจริง
-
โรงพยาบาลเอกชน จ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกับกรณีฉุดเฉิน
-
เบิกค่าพาหนะกรณีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปสถานพยาบาลอื่นที่มิใช่สถานพยาบาลตามบัตรฯ
(หมายเหตุ
ให้แจ้งสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบโดยเร็วไม่ต้องรอให้ครบ 72
ชม. เพื่อให้สถานพยาบาลตามบัตรฯ
รับผิดชอบการรักษาพยาบาลต่อไป)
2.กรณีคลอดบุตร
-
จ่ายเงินสมทบครบ 7 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนวันคลอด มีสิทธิได้รับคนละ
2 ครั้ง
ผู้ประกันตนชาย มีสิทธิรับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 12,000
บาทต่อครั้ง
ผู้ประกันหญิง
มีสิทธิรับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 12,000 บาทต่อครั้ง
และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่าย ร้อยละ 50
ของค่าจ้าง เฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน
3.กรณีทุพพลภาพ
จ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15
เดือน ก่อนวันที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดให้เป็นทุพพลภาพ
-
รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท
-
รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 บาท ของค่าจ้างตลอดชีวิต
-
ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์
4.กรณีตาย
จ่ายเงินสมทบครบ 1 เดือนภายใน 6 เดือน ก่อนวันถึงแก่ความตาย
-
ค่าทำศพ 30,000 บาท แก่ผุ้จัดการศพ
-
เงินสงเคราะห์แก่ทายาท
5.กรณีสงเคราะห์บุตร
จ่ายเงินสมทบครบ 12 เดือน ภายใน 36 เดือน
รับเงินสงเคราะห์เดือนละ 350 บาท ต่อบุตร 1 คน คราวละไม่เกิน 2 คน
และเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย อายุไม่เกิน 6 ปี บริบูรณ์
กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนให้ใช้สิทธิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน
หากผู้ประกันตนเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
บุตรมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ต่อจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
6.กรณึชราภาพ
จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือน
จะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม มีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์
และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
บำนาญรายเดือน จ่ายเงินสมทบครบ
180 เดือน และสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน
-
เดือนละ 15 % ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
-
รับบำนาญแล้วเสียชีวิตภายใน 60 เดือน ทายาทเป็นผู้รับบำเหน็จ 10
เท่าของเงินบำนาญ
บำเหน็จชราภาพ จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน
และสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน (ออกจากงาน ตาย ทุพพลภาพ)
-
จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จ่ายคืนเฉพาะส่วนของผู้ประกันตน
(เงินสมทบสงเคราะห์บุตรและชราภาพ)
-
จ่ายเงินสมทบ 12 เดือนขึ้นไป
จ่ายส่วนของผู้ประกันตนรวมกับส่วนของนายจ้าง
พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนด
7.กรณีว่างงาน
-
เมื่อตกงานจะได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้
บริการจัดหางาน และการพัฒนาฝีมือแรงงาน
-
จ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้ยวไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15
เดือนก่อนการว่างงาน
-
มีความสามารถในการทำงานและพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดให้
และไม่ปฎิเสธการฝึกงาน
-
ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ
-
ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
-
ต้องมีใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
:: กองทุนเงินทดแทน
::
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่
1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วัน
และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพียงฝ่ายเดียว ปีละ 1 ครั้ง
โดยในปีแรกนายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบภายใน 30 วัน สำหรับปีต่อ ๆ ไป
จ่ายภายในเดือนมกราคมของทุกปี
สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับความคุ้มครอง
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน
ตาย หรือสูญหาย จะได้รับเงินทดแทน ซึ่งประกอบด้วย ค่ารักษาพยาบาล
ค่าทดแทนรายเดือนค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ
ดังนี้:-
1.นายจ้างแจ้งการประสบอันตราย ตามแบบ กท.16 ภายใน 15 วัน และใช้แบบ
กท.44 ส่งตัวลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาล
หรือทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วนำใบเสร็จมาเบิกค่ารักษาพยาบาล
2.ค่ารักษาพยาบาล
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อการเจ็บป่วย
หรือประสบอันตราย 1 ครั้ง หากเกินกว่าสามหมื่นบาท
เบิกเพิ่มได้อีกไม่เกิน 5 หมื่นบาท
3.แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว ได้รับค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนจำนวน 60 %
ของค่าจ้างรายเดือน หากต้องหยุดพักรักษาตัวติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป
แต่ไม่เกิน 1 ปี
4.กรณีสูญเสียอวัยวะ
ได้รับค่าทดแทน 60 % ของค่าจ้างรายเดือนตามประเภทของการสูญเสียอวัยวะ
แต่ไม่เกิน 10 ปี และกรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
จะได้รับค่าฟื้นฟูเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2 หมื่นบาท
และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดไม่เกิน 2 หมื่นบาท
5.กรณีทุพพลภาพ
ได้รับค่าทดแทน 60 % ของค่าจ้างรายเดือนเป็นเวลาไม่เกิน 15
ปี
6.กรณีตายหรือสูญหาย
ได้รับค่าทำศพเป็นเงิน 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน
และค่าทดแทน 60% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นเวลา 8 ป
ย้อนกลับ
