สนใจทำธุรกิจส่งออก ทำอย่างไร?
หลายคนอาจจะคิดหาช่องทางใหม่ๆ ไปทำธุรกิจ
จากมนุษย์เงินเดือนทั่วไปถึงเวลานึกอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
แต่ยังไม่ชัดเจนในทิศทางว่าควรจะเริ่มอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่
เพื่อจะได้ทำธุรกิจอย่างไม่หลงทางและเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงเพื่อให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ทางกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
เปิดตัวโครงการ ความรู้เบื้องต้นการประกอบธุรกิจส่งออก ให้ผู้สนใจส่งออกและขยายฐานไปสู่ทั่วประเทศให้มากขึ้น
...
เนื่องจากธุรกิจภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา
มีอัตราการขยายตัวที่สูงและรวดเร็วมาก
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับสูง
นับว่าเป็นธุรกิจอีกแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเองและประเทศชาติ
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยเราเป็นจำนวนมากในปีหนึ่งๆ
และรายได้เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้พัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
คาดว่าในปี 2550
ภาคการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 145,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทำให้มีผู้ประกอบการและผู้สนใจเรื่องการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ
และจังหวัดอื่นๆ
การเตรียมพร้อมในการประกอบธุรกิจการส่งออก
การประกอบธุรกิจส่งออก มีสิ่งที่สำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงเบื้องต้น
6
ประการ ได้แก่ ความพร้อมของผู้ส่งออก สินค้า ตลาด
การทำสัญญา การชำระเงิน และพิธีการส่งออก โดยผู้ประกอบการที่จะเข้าสู่ธุรกิจส่งออกควรพิจารณาที่ตลาดหรือสินค้าก่อน
ส่วนผู้ส่งออกที่เป็นผู้ผลิตและมีสินค้าพร้อมอยู่แล้ว
ก็จะพิจารณาในส่วนของการมุ่งหาตลาดที่เหมาะสมกับสินค้าที่ผลิตโดยไม่ต้องพิจารณาเลือกสินค้าอีก
แล้วจึงมาพิจารณาเกี่ยวกับการทำสัญญา การชำระเงิน
และพิธีการทางศุลกากร
1.การจัดการ
ผู้ส่งออกจะต้องมีความพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจส่งออกในด้านต่างๆ
ดังนี้
1.1
ด้านเงินทุน
โดยพิจารณาว่าต้นทุนของเงินทุนที่ธุรกิจใช้อยู่สูงมากน้อยเพียงไร
สามารถแบกภาระได้มากน้อยแค่ไหน
โดยเมื่อเปรียบเทียบแล้วคุ้มกับการลงทุนหรือไม่
คุณมีสายป่านยาวมากน้อยเพียงใด
1.2
ด้านสถานที่ดำเนินการ
เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับสำนักงานเครื่องมือ
อุปกรณ์ตลอดจนการกำหนดแนวทางว่าจะดำเนินธุรกิจประเภทใด คือ
เป็นการกำหนดประเภทและเป้าหมายของกิจการให้ชัดเจน
1.3
ด้านบุคลากร
กิจการต้องมีพนักงานที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง
และมีจำนวนที่เพียงพอกับปริมาณของงาน
ไม่มากไปหรือน้อยเกินไป
1.4
การสร้างความเชื่อถือ และทำความรู้จักลูกค้า
นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากประเด็นหนึ่ง
เพราะการดำเนินธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้จัก
และความเชื่อถือแก่ผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศ
เพราะการที่ผู้ซื้อเชื่อถือในกิจการแล้ว
ความร่วมมือกันในการทำธุรกิจก็จะดีขึ้นด้วย
1.5
ประเมินกำลังผลิต
และความสามารถในการส่งออก
ควรจะพิจารณาสินค้าก่อน
ประเมินว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่กิจการสามารถส่งออกได้
โดยประเมินกำลังการผลิตโดยรวมของกิจการ
หากเกิดการสั่งซื้อที่มากกว่ากำลังผลิตแล้ว ไม่สามารถผลิตได้
หรืออาจผลิตได้ แต่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน
ก็จะทำให้เกิดปัญหากับลูกค้า
ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธการยอมรับของลูกค้าได้
2.การเลือกสินค้าและการผลิต
2.1
ผู้ส่งออกมีความสนใจสินค้าชนิดใดเป็นพิเศษหรือไม่
ในการเลือกสินค้าของผู้ส่งออกรายใหม่ควรทดลองกับสินค้าที่ไม่มากชนิดก่อน
โดยพยายามเน้นและศึกษาถึงเรื่องต่างๆ ของสินค้า
ทั้งในด้านกฎระเบียบข้อจำกัด การกำหนดโควตา
หรือการคุ้มครองในประเทศผู้นำเข้าให้ละเอียดก่อน
2.2
สินค้านั้นสามารถผลิตเองได้
หรือต้องซื้อจากผู้ผลิตรายอื่น หรือเป็นการจ้างผลิต
ถ้าเป็นการจ้างผลิต
ผู้ส่งออกต้องรู้แหล่งผลิต
และอาจจะกระจายการผลิตไปยังผู้ผลิตหลายราย
เพื่อว่าถ้ามีคำสั่งซื้อเข้ามามากผู้ผลิตรายเดียวอาจไม่สามารถผลิตได้ทัน
ขณะเดียวกันจะเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตได้อีกทางหนึ่งด้วย
การผูกขาดกับรายใดเพียงรายเดียวเป็นการเสี่ยงเกินไป
2.3
ผู้ส่งออกต้องรู้สภาพปัญหาการผลิต การจัดจำหน่าย
และการส่งออก
ผู้ส่งออกจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่าย
พิธีการและเอกสารที่ใช้ในการส่งออก
เพราะสินค้าแต่ละชนิดจะมีข้อกำหนดและการควบคุมที่แตกต่างกัน
2.4
ผู้ส่งออกควรเข้าใจในหลักเกณฑ์ในการตั้งราคาเพื่อการส่งออก
ในการส่งออกต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่าย
และภาวะการแข่งขันในตลาดด้วย
แต่โดยปกติแล้วราคาเพื่อส่งออกจะต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศ
เพราะเป็นการขายในปริมาณมากกำไรโดยรวมก็จะมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็จะได้สิทธิพิเศษจากรัฐด้วย เช่น
การยกเว้นภาษีการค้า ซึ่งสามารถนำมาหักจากต้นทุนสินค้าได้
และการเสนอราคาในการส่งออกส่วนใหญ่จะคิดเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ
และต้องระบุเงื่อนไขหรือ Term
ของการเสนอราคา (Quotation Term หรือ Inco Term) ด้วยทุกครั้ง
วิธีที่นิยมใช้ ได้แก่
F.O.B (Free on Board) เป็นราคาที่รวมค่าใช้จ่ายทุกชนิดจนถึงสินค้าขึ้นเรือ
หรือเครื่องบิน แต่ไม่รวมค่าระวาง และค่าประกันสินค้า
โดยค่าใช้จ่าย 2 ประเภทหลัง
ผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ออกเอง
CFR
หรือ CNF (Cost and Freight) คือ ราคา F.O.B. บวกด้วยค่าระวางถึงเมืองปลายทาง
CIF
(Cost, Insurance and Freight) คือ ราคา
CFR รวมค่าพรีเมียมการประกันสินค้า
2.5
ผู้ส่งออกควรมีมาตรการในการควบคุมคุณภาพสินค้า
ผู้ส่งออกจะต้องควบคุมสินค้าให้มีความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพ
เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ผู้ซื้อ
และเป็นที่ยอมรับของตลาด
2.6
ผู้ส่งออกต้องมีความพร้อมในการออกแบบสินค้า
หรือปรับปรุงสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ
เนื่องจากผู้บริโภคในแต่ละตลาดย่อมมีรสนิยมและความต้องการที่แตกต่างกัน
การพัฒนาการออกแบบสินค้า
จะช่วยให้สามารถปรับให้สินค้ามีความเหมาะสมกับตลาดได้
ซึ่งจะทำให้สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น
3.การเลือกตลาด
เดินทางไปศึกษาตลาดด้วยตนเอง
วิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
แต่โอกาสที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องจะมีอยู่มาก
เพราะจะได้เห็นถึงสภาพตลาดที่แท้จริง
ความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในตลาด
ตลอดจนจะมีโอกาสได้ติดต่อโดยตรงกับผู้นำเข้าอีกด้วย
ติดต่อขอข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ
อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับวิธีแรก
จะได้เพียงข้อมูลเบื้องต้นไม่เจาะลึก
แต่ค่าใช้จ่ายก็จะต่ำกว่า
4.การทำสัญญาซื้อขาย
(Sale Contract)
เมื่อมีการเสนอราคาและตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ก็จะถึงขั้นตอนการนำสัญญาซื้อขาย โดยผู้ซื้อและผู้ขาย
หรือโดยตัวแทนของทั้ง 2
ฝ่าย ซึ่งโดยปกติจะมีขั้นตอนดังนี้
Proforma Invoice
-
เป็นเอกสารที่ผู้ขายส่งให้ผู้ซื้อเพื่อเป็นการเสนอ
หรือยืนยันการเสนอราคา และเงื่อนไขต่างๆ
ในการขายสินค้านั้นๆ
Purchase Order
-
เมื่อผู้ซื้อตกลงตามราคา และเงื่อนไขใน
Proforma Invoice แล้วจะส่งหนังสือ
การสั่งซื้อ (Purchase
Order) ให้ผู้ขายเพื่อเป็นการตอบรับและสั่งซื้อสินค้า ตามราคา และเงื่อนไขดังกล่าว
Sale
Confirmation -
เป็นสัญญาการซื้อขาย
ซึ่งผู้ขายส่งให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นการยืนยัน
หรือตอบรับการสั่งซื้อนั้นอีก
(ซึ่งในทางปฏิบัติบางครั้งอาจจะไม่จำเป็นก็ได้)
5.การชำระเงิน (Term
of Payment)
การชำระเงินมีความสำคัญมากในการส่งออก
เนื่องจากไม่ใช่เป็นการขายภายในประเทศ
ที่ลูกค้าจะสามารถเลือกดูสินค้า และส่งสินค้าได้ทันที
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ห่างไกลกันมาก
หากเกิดปัญหาสินค้าไม่ตรงตามคุณภาพที่ต้องการ
หรือมีปัญหาเรื่องการชำระเงินแล้ว จะมีความยุ่งยากมากในการติดตาม
สำหรับการชำระเงินที่ปฏิบัติกันในปัจจุบัน มีดังนี้
การจ่ายเงินล่วงหน้า (Cash
or Advance Payment)
-
วิธีนี้ผู้ซื้อจะส่งเงิน (Bank Draft หรือการโอนเข้าบัญชีผู้ขาย) ให้แก่ผู้ขายไปก่อน
เมื่อผู้ขายได้รับเงินแล้วจึงจะส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อ
วิธีนี้ผู้ซื้อค่อนข้างจะเสียเปรียบมาก
หากไม่คุ้นเคยหรือรู้จักผู้ขาย เป็นอย่างดี
การจ่ายเงินเชื่อ (Open
Account)
-
วิธีนี้จะตรงกันข้ามกับวิธีแรก
คือผู้ขายจะส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อก่อน
และได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อภายหลัง ซึ่งอาจจะมีการตกลงกันว่า
ภายในกี่วัน เช่น 30 หรือ 60 วัน ซึ่งผู้ขายจะเป็นผู้เสียเปรียบ
Do*****ents Against Payment
(D/P) -
เป็นการจ่ายเงินก่อนนำเอกสารไปออกสินค้า
วิธีนี้ผู้ขายจะส่งเอกสารที่ใช้ในการออกสินค้าไปให้แก่ธนาคารในประเทศของผู้ซื้อ
เมื่อผู้ซื้อมาจ่ายเงินค่าสินค้าที่ธนาคารแล้ว
จึงสามารถเอาเอกสารนั้นไปออกสินค้าได้
ซึ่งมีทั้งการจ่ายเงินทันที (At Sight) หรือจ่ายภายหลัง (Term 30, 60 หรือ
90 วัน)
Letter of Credit (L/C)
- วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมมาก
ไม่มีการเสี่ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
โดยเมื่อมีการตกลงซื้อขายกันแล้ว ผู้ซื้อจะเปิด L/C นี้
โดยธนาคารของผู้ซื้อมายังผู้ขายโดยผ่านธนาคารของผู้ขาย
โดยจะระบุเงื่อนไข ต่างๆ ใน L/C นั้น
และเมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าถูกต้องตามเงื่อนไขใน L/C
ให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็สามารถนำเอกสารในการส่งออกไปขึ้นเงินกับธนาคารของผู้ขายได้
การตกลงใช้วิธีการชำระเงินต่างๆ เหล่านี้
ขึ้นกับความเชื่อถือรู้จักกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
หรือในบางกรณีขึ้นกับว่าความต้องการจะขายหรือซื้อสินค้ามากน้อยแค่ใหน
เช่น ถ้าผู้ซื้อต้องการสินค้าชนิดนี้มากหรือหาซื้อไม่ได้ง่ายนัก
ก็อาจจะยอมจ่ายเงินล่วงหน้ามาให้แก่ผู้ขายก่อนก็ได้
ซึ่งแต่ละวิธีก็มีความได้เปรียบเสียเปรียบหรือความเสี่ยงมากน้อยไม่เท่ากัน
แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากในการค้าระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อและผู้ขายเพิ่งจะรู้จักกันก็คือ การเปิด
L/C
สรุปขั้นตอนการทำธุรกิจส่งออกจะประกอบด้วย การจดทะเบียนธุรกิจ,
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
และการขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร, เสนอขายและรับการสั่งซื้อ, การเตรียมสินค้า, ติดต่อขนส่ง, จัดเตรียมเอกสารเพื่อการส่งออก, ติดต่อผ่านพิธีการศุลกากร, พิธีการตรวจเอกสาร, พิธีการตรวจสินค้า, การส่งมอบสินค้า, การเรียกเก็บเงินค่าสินค้า และขอรับสิทธิประโยชน์
ย้อนกลับ
