เทคนิคการประกอบธุรกิจส่งออก
ขอนำเทคนิคดีๆ
ที่มีผู้รู้เคยรวบรวมไว้เป็นตำราในการส่งออกสินค้าและการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ
แต่ดิฉันจะนำมารวบย่อให้ทุกท่านได้เข้าใจง่ายขึ้น
เหตุที่ต้องเน้นเรื่องการส่งออกกัน เพราะว่า
อย่างไรเสียประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงการส่งออกสินค้า
(Export oriented) เป็นปัจจัยต้นๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น มาดูกันค่ะว่า เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า
และการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศให้ไปได้สวยนั้นต้องทำอย่างไร
นอกจากตัวสินค้า
ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งสินค้า
และการชำระเงินนั้น การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ โดยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศนั้น
ควรคำนึงถึงหลัก 3 ประการ
คือ
การสร้างความพอใจซึ่งกันและกัน (Mutual Satisfaction) การแก้ไขข้อขัดแย้ง (Solving Conflicts of
Interest) และความยืดหยุ่น (Flexibility)
เรามาดูกันในรายละเอียดของหลักสำคัญแต่ละประการกันค่ะ
การสร้างความพึงพอใจซึ่งกันและกัน
(Mutual
Satisfaction) เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจส่งออก หรือที่เรียกกันว่า
win - win situation โดยการที่จะได้มาซึ่งสถานการณ์นี้มีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องมากมาย ยกตัวอย่างเช่น
ตัวสินค้าซึ่งผู้ส่งออกเองก็ต้องมั่นใจในคุณภาพสินค้าของตน
ลูกค้าก็ต้องมีความพอใจในสินค้า
รวมถึงการตั้งราคาที่เหมาะสมเป็นที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่าย
หลักสำคัญที่สอง คือ
การแก้ไขความขัดแย้ง (Solving Conflicts of
Interest) ในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจระหว่างประเทศนั้น
ย่อมสามารถสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรองเรื่องราคา เงื่อนไขการชำรัเงิน
ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า การกำหนดสิงสินค้าล่าช้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งมอบสินค้าที่มีปัญหาแก่ลูกค้า
สาเหตุเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบแก้ไข
และใช้กลวิธีหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ
ต้องทำให้ลูกค้าอารมณ์เย็นลงก่อน ฉะนั้น
โดยส่วนใหญ่ก็ใช้หลักที่ว่าจะพยายามทำให้ลูกค้าใจเย็นลงด้วยการใช้เทคนิค
"การยอมรับ" และ "การเสนอแนวทางแก้ปัญหา"
จำไว้ว่าลูกค้าไม่ต้องการคำอธิบาย
แต่ลูกค้าต้องการแนวทางในการแก้ไขและป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
หลักสุดท้ายสำหรับการเจรจาการค้า
คือ การสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการเจรจาการค้า
ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า
ความยืดหยุ่นจะเป็นผลดีต่อการเจรจาการค้าเสมอ
เพราะในการเจรจากกับลูกค้านั้น
เราไม่สามารถกำหนดแนวทางการเจรจาไว้ล่วงหน้าได้ว่าการเจรจาจะต้องออกมาเป็นรูปแบบใด
แต่อย่างไรก็ตาม
เราจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเราจะสามารถคาดคะเนได้
นอกจากนั้น ก็ต้องอาศัยปฏิภาณในระหว่างการเจรจากับลูกค้า
ให้เกิดประโยชน์แก่เรามากที่สุด และที่สำคัญคือ
เป็นที่พอใจแก่ลูกค้าด้วย ดังนั้น
ความยืดหยุ่นจึงเป็นปัจจัยที่จำเป็นในการเจรจาการค้า
ส่วนศิลปะอื่นๆ
ที่สำคัญในการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ คือ
การประกอบธุรกิจอย่างมีแบบแผน
ต้องวางแผนการทำธุรกิจอย่างเป็นกิจลักษณะ
ทำการบ้านก่อนเข้าพบลูกค้า
เพื่อเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ได้ดี นอกจากนี้
การรู้เขารู้เรา
รู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับลูกค้าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากอีกเช่นกันสำหรับการเจรจาการค้า
เพื่อให้สามารถสร้างแนวทางการเจรจาให้น่าประทับใจและเป็นที่พอใจของลูกค้ามากที่สุด
โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรของลูกค้า ลักษณะนิสัยของลูกค้า
แนวนโยบายการบริหารของลูกค้า
เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าผู้ส่งออกนั้นมีความเป็นมืออาชีพ
และมีหลักการที่ดีทำให้โอกาสสูญเสียลูกค้าแต่ละรายมีน้อย
"อย่าให้ความเครียดมีผลต่อกระบวนการเจรจา" (Don't
let stress Impact Your Agenda) ความเครียดระหว่างการเจรจาโดยส่วนใหญ่เกิดจากความไม่มั่นใจ
ข้อมูลไม่พร้อม ไม่สามารถแก้ข้อโต้แย้งของลูกค้าได้
รวมถึงการเจรจาที่ใช้ระยะเวลานาน ดังนั้น
เมื่อระสึกว่าเกิดความเครียดให้ลองพักตัวเองดูก่อน นอกจากนี้
ผู้ส่งออกควรเน้นข้อเท็จจริงอย่างวางกับดักตัวเอง (Don't
trap yourself, Facts only) โดยมีสิ่งต้องห้ามสองประการที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด
คือ 1) อย่าปิดบังความจริงกับลูกค้า
2) อย่าให้ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบคู่ค้ามีอิทธิพบต่อเรา
เพราะความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ
ซึ่งความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบจะมีผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออก
ทิ้งท้ายไว้สำหรับผู้ส่งออกทุกท่านว่า
ท่านต้องหมั่นพัฒนาทักษะการเจรจาอย่างต่อเนื่อง
ฝึกสังเกตและบันทึกผลการเจรจาธุรกิจแต่ละครั้ง
มีการประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะการเจรจา
และกำหนดกลยุทธ์ในการเจรจาในครั้งต่อๆ
ไปจะทำให้เราได้เปรียบและสามารถดำเนินธุรกิจจนประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างด
ย้อนกลับ
