จัดทำงบการเงินทุกเดือน ,จัดทำแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภงด.91,ภงด.94 และ ภงด.90) ,บริการด้านตรวจสอบบัญชี(Auditing ) ,บริการจดทะเบียนธุรกิจ (Business Regitration),บริการ Work Permit / VISA,บริการ ชิปปิ้ง ส่งออก และ นำเข้า สินค้า เดินตั๋วกรมศุลกากร,บริการชิปปิ้ง Shipping ,บทความธุรกิจ, แผนธุรกิจ, แผนการตลาด, การตลาด, บริหารจัดการ, การเงิน, บัญชี, ภาษี, e-business, ธุรกิจระหว่างประเทศ, แฟรนไชส์, การลงทุน, หุ้น, กองทุน, อสังหาริมทรัพย์, บริหารเงินส่วนบุคคล, คำนวณภาษี, ฟรีโปรแกรมสำหรับธุรกิจ, ฟรีโปรแกรมสำหรับSMEs, เทคนิคการลงทุน, ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน
หน้าหลัก Download บริการของเรา ข่าวประกาศ ภาพกิจกรรม เว็บบอร์ด สมุดเยี่ยม
< >
ยินดีต้อนรับสู่บริษัท อะวอร์ด แอคเคานท์แทนซี คอนซัลแทนท์ จำกัด
บริการ  ของเรา
หน้าหลัก
เกี่ยวกับเรา
บริการรับทำบัญชี
บริการตรวจสอบบัญชี
บริการจดทะเบียนธุรกิจ
Work Permit / VISA
บริการชิปปิ้ง
เขียนแผนการตลาด
แผนที่ติดต่อเรา
คลังข้อมูลนักบัญชี
Download เอกสารบัญชี
Download แบบฟอร์มภาษีต่างๆ
กฎหมาย /บริการประกันสังคม
การเขียนแผนการตลาดแบบง่าย (Format)
งานบริการน่าสนใจ
รวมเว็บรับทำงานบัญชี
คลินิกบัญชี
สภาวิชาชีพบัญชี
สมาคมการบัญชีไทย
ตรวจค้นข้อมูลทะเบียนธุรกิจ
กรมสรรพากร
ประมวลรัษฎากร
ความรู้เรื่องภาษี
กฏหมายออกใหม่
ข้อหารือภาษีอากร
รายชื่อผู้ประกอบการ VAT
ปฎิทินภาษี
ตรวจขอคืน ภงด. 90 ,91
หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
รวม Link เอนกประสงค์
อ่านนิตยสารต่างๆ
อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารต่างๆ
ค้นหาเลขหมายโทรศัพท์
ค้นหารหัสไปรษณีย์
สมุดหน้าเหลือง
หน่วยบริการภาษีใน กทม.
ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
เส้นทางเดินรถเมล์
พจนานุกรมไทย
Dictionary อังกฤษ > ไทย
ห้องสมุดดิจิตอล.
แปลข้อความไทยเป็นเสียงพูด
ศูนย์ข้อมูลความรู้คอมพิวเตอร์
พยากรณ์อากาศ
เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน
ราคาหุ้นวันนี้
รวมเบอร์โทรเรียก แท็กซี่
ฟังวิทยุ Online
รวม Link อื่นๆ อีกมากมาย
สำหรับ Admin
 
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
สถิติการเข้าชมเว็บไซต์
คนเข้าชมเว็บไซต์เป็นคนที่ 27668
เริ่มนับวันที่ 1 เมษายน 2551
 สถิติการเข้าชมเว็บ   
 

มองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาค กับการเลือกใช้ผู้ให้บริการลอจิสติกส์  

มองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาค กับการเลือกใช้ผู้ให้บริการลอจิสติกส์

วันนี้ผมจะมาขยายความในส่วนของการมองต้นทุนลอจิสติกส์แบบมหภาคทั้งนี้หลายๆ ท่านคงมีความเข้าใจต้นทุนลอจิสติกส์ที่แตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะมองต้นทุนในหน่วยงานที่ตนดูแลรับผิดชอบเป็นหลัก ซึ่งถูกวัดผลในรูปของ Profit Center ทำให้บางครั้งอาจมองข้ามความสัมพันธ์กับหน่วยงานข้างเคียง หรือคู้ค้าระหว่างองค์กรก็ตาม ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องทำการพูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์เพื่อที่จะหาวิธีการวิเคราะห์ขบวนการลอจิสติกส์ทั้งระบบ โดยมองถึงผลกำไรในภาพรวมของบริษัทเป็นศูนย์กลาง

หลายๆ องค์กรคงมีหน่วยงานภายในที่ช่วยในการมองภาพรวมของบริษัทอยู่แล้ว แต่การมองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาคนั้นในปัจจุบันนั้น บริษัทข้ามชาติหลายๆ บริษัทได้วิเคราะห์ต้นทุนลอจิสติกส์ ตั้งแต่การผลิตสินค้าจากคู่ค้าต้นทางในประเทศไทย จนไปถึงขั้นตอนการตัดสต็อกสินค้า ณ จุด Point of Sell เวลาที่ลูกค้าชำระเงินค่าสินค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงบริษัทผู้ผลิต ผู้ขนส่ง และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด จากข้อมูลที่มีบริษัทเหล่านี้สามารถวางแผนกลยุทธ์ด้านลอจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นการทำงานเป็นพันธมิตรกับคู่ค้าโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลลอจิสติกส์ระหว่างกันจะช่วยให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระหว่างองค์กรทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมเองจะยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง โดยจะกล่าวถึงการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศก่อน ซึ่งอาจจะเป็นจุดเล็กๆ ที่หลายๆ คนเคยมีประสบการณ์มาแล้ว โดยปกติแล้วการที่บริษัทหนึ่งจะเลือกใช้บริการการขนส่งใดๆ จะมองที่ปัจจัยต้นทุนค่าขนส่งเป็นหลัก และโดยส่วนใหญ่จะพยายามเลือกบริการที่มีต้นทุนต่ำที่สุด และมองเฉพาะต้นทุนในส่วนที่ต้องจ่ายออกจากกระเป๋าตัวเอง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว และต้นทุนส่วนอื่นที่คู่ค้าปลายทางอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้น


เช่น ในปัจจุบันสถานการณ์การนำสินค้าเข้ามาจากเมืองจีนแบบไม่เต็มตู้ (LCL) ซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกจีนจะเลือกขายสินค้าในราคา CIF (Cost Insurance & Freight) ผู้นำเข้าสินค้าในไทยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นจำนวนที่สูงมาก ซึ่งมากกว่าการจ่ายค่าระวางที่ปลายทางแบบ FOB (Free on Board) เสียอีก เพราะทางผู้ส่งออกในประเทศจีนจะเรียกร้องให้ผู้รับขนส่งสินค้าในประเทศจีนไม่เก็บค่าบริการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ารถบรรทุก ค่าระวางเรือ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในประเทศจีน แต่ให้ตัวแทนของผู้รับขนส่งสินค้าในประเทศต่างๆ (ไม่ใช่แค่เพียงประเทศไทยเท่านั้น) เรียกเก็บค่า Local Charges ณ ประเทศปลายทางในอัตราที่สูงเพื่อให้ชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ ในประเทศต้นทางที่ผู้ส่งออกในประเทศจีนต้องรับผิดชอบ

ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีในธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ นอกจากผู้นำเข้าสินค้า (Importer) จะเปลี่ยน Term การซื้อขายสินค้าเป็น FOB เพื่อมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ขายในการเลือกใช้ผู้ขนส่งและบังคับให้ผู้ส่งออกในประเทศจีนไม่ผลักภาระของตนเองมาให้แก่ผู้นำเข้า

แต่อุปสรรคในการแก้ไขปัญหานี้ก็คือ ผู้นำเข้าจะต้องใช้ความพยายามและความสามารถในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้ผู้ขายสินค้ายอมขายสินค้าในราคา FOB ที่ยุติธรรมให้ได้ เพราะผู้ส่งออกในประเทศจีนมักจะไม่อยากเสียผลประโยขน์ที่ตนเองได้อยู่ง่ายๆ และมักจะไม่ยอมเสนอขายสินค้าในราคา FOB หรือถ้าจะเสนอขายก็จะเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าราคา CIF เพียงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้นำเข้าไม่อยากเปลี่ยน Term การซื้อขาย แต่ถ้าผู้นำเข้าได้ใช้ความพยายามในการต่อรองและเจรจาอย่างเต็มที่เหมือนผู้ซื้อในประเทศยุโรปและอเมริกาแล้ว ก็จะสามารถซื้อสินค้าในราคา FOB ที่ดีได้อย่างแน่นอน

อีกกรณีศึกษาหนึ่งคือ การเลือกใช้บริการสายการเดินเรือที่เพิ่งเปิดให้บริการหรือเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งมักจะเสนอค่าระวางต่ำไปยังประเทศในทวีปยุโรปเพื่อให้ดูน่าสนใจ โดยบริษัทสายการเดินเรือนั้นอาจมีบริการถึงแค่ท่าเรือหลัก และไม่มี ICD (Inland Container Depot) ที่กระจายภายในทวีป ซึ่งหากผู้นำเข้ามีโรงงานหรือโกดังเก็บสินค้าที่อยู่ในมืองอื่นๆที่ไม่ใช่เมืองท่าหลัก (Inland Cities) หากผู้ส่งออกเพียงเลือกสายเรือที่เสนอค่าขนส่งจาก Port-to-Port อาจจะถูกกว่าเพียง USD 50-100/Containerแต่ผู้ซื้อสินค้าที่ปลายทางอาจจะต้องเสียค่าลากตู้เปล่ากลับมาคืนที่เมืองท่าหลักเป็น เงินถึง USD 200-400 /Container เพราะสายเรือนั้นๆไม่มี ICD อยู่ตามเมืองใน Inland Cities ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าปลายทางสามารถคืนตู้ได้ในเมืองที่อยู่ใกล้ๆ แต่กลับต้องลากตู้ไปคืนที่เมืองท่าที่สายเรือสายนั้นให้บริการเท่านั้น

ดังนั้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายถึงทางเลือกการขนส่งก็จะช่วยลดปัญหาในการปฏิบัติงาน และยังสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อสินค้าอีกด้วย แต่หากผู้ประกอบการมีข้อมูลไม่เพียงพอ การขอคำปรึกษาจากผู้ให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder) ที่ชำนาญ ที่สามารถให้คำแนะนำได้จะช่วยลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

ซึ่งการที่บริษัทจะเลือกใช้บริการจากใครนั้นคงต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บริการการขนส่งผ่านตัวแทนการขนส่งสินค้า Freight Forwarder กับการส่งผ่านสายการเดินเรือ (Liner) โดยตรง ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี และเหมาะสมกับความต้องการของบริษัทที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้บริการผ่าน
Freight Forwarder ที่มีความชำนาญในการขนส่งไปยังประเทศนั้นๆ จะสามารถให้คำปรึกษา และบริการแบบบรูณาการ Door-to-Door ตั้งแต่การลากตู้ การดำเนินพิธีการศุลกากร การจองระวางเรือ จนถึงการส่งสินค้าถึงจุดหมายปลายทางได้ดีกว่า ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการประสานงานรวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ

นอกเหนือจากนี้ความคล่องตัวด้านเครือข่าย และความหลากหลายในการให้บริการ ทำให้ Freight Forwarder นั้นสามารถนำเสนอบริการให้เหมาะกับความต้องการที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดีการเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นสายการเดินเรือโดยตรง หรือผ่าน
Freight Forwarder ผู้ส่งออก-นำเข้าจำเป็นที่จะต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความชำนาญและมีความ น่าเชื่อถือ สามารถให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาได้ เพราะการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศนั้น เชื่อว่ามีหลายๆ บริษัทที่สามารถให้บริการได้ แต่การให้คำแนะนำที่เหมาะสม เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ และรูปแบบการจัดการอย่างถูกวิธีของผู้ให้บริการจัดการ ขนส่งนั้น จะช่วยให้ผู้ส่งออก-นำเข้าของไทยสามารถลดต้นทุนลอจิสติกส์แบบมหภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

ย้อนกลับ



Untitled Document