|
|
|
จัดทำงบการเงินทุกเดือน ,จัดทำแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภงด.91,ภงด.94 และ ภงด.90) ,บริการด้านตรวจสอบบัญชี(Auditing ) ,บริการจดทะเบียนธุรกิจ (Business Regitration),บริการ Work Permit / VISA,บริการ ชิปปิ้ง ส่งออก และ นำเข้า สินค้า เดินตั๋วกรมศุลกากร,บริการชิปปิ้ง Shipping ,บทความธุรกิจ, แผนธุรกิจ, แผนการตลาด, การตลาด, บริหารจัดการ, การเงิน, บัญชี, ภาษี, e-business, ธุรกิจระหว่างประเทศ, แฟรนไชส์, การลงทุน, หุ้น, กองทุน, อสังหาริมทรัพย์, บริหารเงินส่วนบุคคล, คำนวณภาษี, ฟรีโปรแกรมสำหรับธุรกิจ, ฟรีโปรแกรมสำหรับSMEs, เทคนิคการลงทุน, ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุน
|
ยินดีต้อนรับสู่บริษัท อะวอร์ด แอคเคานท์แทนซี คอนซัลแทนท์ จำกัด
บริการ ของเรา |
|
คลังข้อมูลนักบัญชี |
|
รวม Link เอนกประสงค์ |
|
สำหรับ Admin |
|
สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ |
คนเข้าชมเว็บไซต์เป็นคนที่ 27668
|
เริ่มนับวันที่ 1 เมษายน 2551
|
| สถิติการเข้าชมเว็บ |
|
|
|
|
| |
|
 |
 |
มองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาค กับการเลือกใช้ผู้ให้บริการลอจิสติกส์
|  |
|
|
มองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาค กับการเลือกใช้ผู้ให้บริการลอจิสติกส์
วันนี้ผมจะมาขยายความในส่วนของการมองต้นทุนลอจิสติกส์แบบมหภาคทั้งนี้หลายๆ
ท่านคงมีความเข้าใจต้นทุนลอจิสติกส์ที่แตกต่างกันไป
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะมองต้นทุนในหน่วยงานที่ตนดูแลรับผิดชอบเป็นหลัก
ซึ่งถูกวัดผลในรูปของ Profit Center ทำให้บางครั้งอาจมองข้ามความสัมพันธ์กับหน่วยงานข้างเคียง
หรือคู้ค้าระหว่างองค์กรก็ตาม ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องทำการพูดคุย
และแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์เพื่อที่จะหาวิธีการวิเคราะห์ขบวนการลอจิสติกส์ทั้งระบบ
โดยมองถึงผลกำไรในภาพรวมของบริษัทเป็นศูนย์กลาง
หลายๆ
องค์กรคงมีหน่วยงานภายในที่ช่วยในการมองภาพรวมของบริษัทอยู่แล้ว
แต่การมองต้นทุนลอจิสติกส์มหภาคนั้นในปัจจุบันนั้น
บริษัทข้ามชาติหลายๆ บริษัทได้วิเคราะห์ต้นทุนลอจิสติกส์
ตั้งแต่การผลิตสินค้าจากคู่ค้าต้นทางในประเทศไทย
จนไปถึงขั้นตอนการตัดสต็อกสินค้า ณ จุด Point of Sell
เวลาที่ลูกค้าชำระเงินค่าสินค้า
ซึ่งจะเชื่อมโยงบริษัทผู้ผลิต ผู้ขนส่ง และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
จากข้อมูลที่มีบริษัทเหล่านี้สามารถวางแผนกลยุทธ์ด้านลอจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดังนั้นการทำงานเป็นพันธมิตรกับคู่ค้าโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลลอจิสติกส์ระหว่างกันจะช่วยให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระหว่างองค์กรทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผมเองจะยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง
โดยจะกล่าวถึงการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศก่อน
ซึ่งอาจจะเป็นจุดเล็กๆ ที่หลายๆ คนเคยมีประสบการณ์มาแล้ว
โดยปกติแล้วการที่บริษัทหนึ่งจะเลือกใช้บริการการขนส่งใดๆ
จะมองที่ปัจจัยต้นทุนค่าขนส่งเป็นหลัก
และโดยส่วนใหญ่จะพยายามเลือกบริการที่มีต้นทุนต่ำที่สุด
และมองเฉพาะต้นทุนในส่วนที่ต้องจ่ายออกจากกระเป๋าตัวเอง
ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว
และต้นทุนส่วนอื่นที่คู่ค้าปลายทางอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
เช่น
ในปัจจุบันสถานการณ์การนำสินค้าเข้ามาจากเมืองจีนแบบไม่เต็มตู้
(LCL) ซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกจีนจะเลือกขายสินค้าในราคา
CIF (Cost Insurance & Freight) ผู้นำเข้าสินค้าในไทยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ
เป็นจำนวนที่สูงมาก ซึ่งมากกว่าการจ่ายค่าระวางที่ปลายทางแบบ
FOB (Free on Board) เสียอีก
เพราะทางผู้ส่งออกในประเทศจีนจะเรียกร้องให้ผู้รับขนส่งสินค้าในประเทศจีนไม่เก็บค่าบริการใดๆ
ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ารถบรรทุก ค่าระวางเรือ
หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในประเทศจีน
แต่ให้ตัวแทนของผู้รับขนส่งสินค้าในประเทศต่างๆ
(ไม่ใช่แค่เพียงประเทศไทยเท่านั้น) เรียกเก็บค่า Local
Charges ณ
ประเทศปลายทางในอัตราที่สูงเพื่อให้ชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ
ในประเทศต้นทางที่ผู้ส่งออกในประเทศจีนต้องรับผิดชอบ
ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวเป็นที่ทราบกันดีในธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ นอกจากผู้นำเข้าสินค้า
(Importer) จะเปลี่ยน Term
การซื้อขายสินค้าเป็น FOB เพื่อมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ขายในการเลือกใช้ผู้ขนส่งและบังคับให้ผู้ส่งออกในประเทศจีนไม่ผลักภาระของตนเองมาให้แก่ผู้นำเข้า
แต่อุปสรรคในการแก้ไขปัญหานี้ก็คือ
ผู้นำเข้าจะต้องใช้ความพยายามและความสามารถในการเจรจาต่อรอง
เพื่อให้ผู้ขายสินค้ายอมขายสินค้าในราคา FOB ที่ยุติธรรมให้ได้
เพราะผู้ส่งออกในประเทศจีนมักจะไม่อยากเสียผลประโยขน์ที่ตนเองได้อยู่ง่ายๆ
และมักจะไม่ยอมเสนอขายสินค้าในราคา FOB หรือถ้าจะเสนอขายก็จะเสนอขายในราคาที่ต่ำกว่าราคา
CIF เพียงเล็กน้อย
เพื่อให้ผู้นำเข้าไม่อยากเปลี่ยน Term การซื้อขาย
แต่ถ้าผู้นำเข้าได้ใช้ความพยายามในการต่อรองและเจรจาอย่างเต็มที่เหมือนผู้ซื้อในประเทศยุโรปและอเมริกาแล้ว
ก็จะสามารถซื้อสินค้าในราคา FOB ที่ดีได้อย่างแน่นอน
อีกกรณีศึกษาหนึ่งคือ
การเลือกใช้บริการสายการเดินเรือที่เพิ่งเปิดให้บริการหรือเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดเล็ก
ซึ่งมักจะเสนอค่าระวางต่ำไปยังประเทศในทวีปยุโรปเพื่อให้ดูน่าสนใจ
โดยบริษัทสายการเดินเรือนั้นอาจมีบริการถึงแค่ท่าเรือหลัก
และไม่มี ICD (Inland Container
Depot) ที่กระจายภายในทวีป
ซึ่งหากผู้นำเข้ามีโรงงานหรือโกดังเก็บสินค้าที่อยู่ในมืองอื่นๆที่ไม่ใช่เมืองท่าหลัก
(Inland Cities) หากผู้ส่งออกเพียงเลือกสายเรือที่เสนอค่าขนส่งจาก
Port-to-Port อาจจะถูกกว่าเพียง USD
50-100/Containerแต่ผู้ซื้อสินค้าที่ปลายทางอาจจะต้องเสียค่าลากตู้เปล่ากลับมาคืนที่เมืองท่าหลักเป็น
เงินถึง USD 200-400 /Container เพราะสายเรือนั้นๆไม่มี ICD อยู่ตามเมืองใน Inland Cities ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าปลายทางสามารถคืนตู้ได้ในเมืองที่อยู่ใกล้ๆ
แต่กลับต้องลากตู้ไปคืนที่เมืองท่าที่สายเรือสายนั้นให้บริการเท่านั้น
ดังนั้น
การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายถึงทางเลือกการขนส่งก็จะช่วยลดปัญหาในการปฏิบัติงาน
และยังสร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อสินค้าอีกด้วย
แต่หากผู้ประกอบการมีข้อมูลไม่เพียงพอ
การขอคำปรึกษาจากผู้ให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
(Freight Forwarder) ที่ชำนาญ
ที่สามารถให้คำแนะนำได้จะช่วยลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้
ซึ่งการที่บริษัทจะเลือกใช้บริการจากใครนั้นคงต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย
เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บริการการขนส่งผ่านตัวแทนการขนส่งสินค้า
Freight
Forwarder กับการส่งผ่านสายการเดินเรือ
(Liner) โดยตรง
ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี
และเหมาะสมกับความต้องการของบริษัทที่แตกต่างกันไป
การเลือกใช้บริการผ่าน Freight Forwarder
ที่มีความชำนาญในการขนส่งไปยังประเทศนั้นๆ
จะสามารถให้คำปรึกษา และบริการแบบบรูณาการ Door-to-Door
ตั้งแต่การลากตู้ การดำเนินพิธีการศุลกากร
การจองระวางเรือ จนถึงการส่งสินค้าถึงจุดหมายปลายทางได้ดีกว่า
ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการประสานงานรวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ
นอกเหนือจากนี้ความคล่องตัวด้านเครือข่าย
และความหลากหลายในการให้บริการ ทำให้ Freight Forwarder
นั้นสามารถนำเสนอบริการให้เหมาะกับความต้องการที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดีการเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นสายการเดินเรือโดยตรง
หรือผ่าน Freight Forwarder ผู้ส่งออก-นำเข้าจำเป็นที่จะต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความชำนาญและมีความ
น่าเชื่อถือ สามารถให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาได้
เพราะการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศนั้น เชื่อว่ามีหลายๆ
บริษัทที่สามารถให้บริการได้ แต่การให้คำแนะนำที่เหมาะสม
เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ
และรูปแบบการจัดการอย่างถูกวิธีของผู้ให้บริการจัดการ ขนส่งนั้น
จะช่วยให้ผู้ส่งออก-นำเข้าของไทยสามารถลดต้นทุนลอจิสติกส์แบบมหภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน
ย้อนกลับ

|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
|
Untitled Document
|
 |
|
|
|
|
|