ทิศทางและแนวทางการส่งออกสำหรับ SMEs ไทย
เป็นที่ทราบกันดีว่า
ธุรกิจการส่งออกของไทยเป็นธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวสูง ส่งผลต่อการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศได้จำนวนมาก
นอกจากนี้
ธุรกิจด้านการส่งออกยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันด้านการขยายการลงทุน
และสร้างความต้องการแรงงานภายในประเทศ
และก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง
การที่ประเทศเราสามารถผลิตสินค้าด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศอื่น
ย่อมแสดงให้เห็นว่า
ทรัพยากรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพนั่นเอง
แต่สำหรับทิศทางและสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อ
SMEs ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนทางด้านการค้าการลงทุนจะประกอบไปด้วย
ภาวะการเคลื่อนย้ายเงินทุนง่ายขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเข้าสู่ยุค Molecular Economy
ซึ่งเน้นไปยัง สินค้า Nano / Bio Material
การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่เข้มข้นมากขึ้น
การเก็งกำไรในตลาดสินค้าและตลาดเงินเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคมที่มีประชากรวัยชราเพิ่มมากขึ้น
เกิดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่
พฤติกรรมผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือ
ภาวะราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย
และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
จากสภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในสภาพปัจจุบัน
ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมและคำถึงถึงหลัก
6
ประการในเบื้องต้น ได้แก่
ความพร้อมของตัวผู้ประกอบการ SMEs ความพร้อมของสินค้า ตลาด การทำเอกสารสัญญา การชำระเงิน
และพิธีการส่งออก
โดยผู้ประกอบการ SMEs ควรพิจารณาว่าต้นทุนที่ธุรกิจใช้อยู่สูงมากน้อยเพียงไร
สามารถแบกรับภาระได้มากน้อยแค่ไหน
โดยเมื่อเปรียบเทียบแล้วคุ้มกับการลงทุนหรือไม่
ส่วนด้านสถานประกอบการนั้น ควรพิจารณาเกี่ยวกับเครื่องมือ
อุปกรณ์ และสถานที่
ตลอดจนการกำหนดแนวทางว่าจะดำเนินธุรกิจประเภทใด
คือเป็นการกำหนดประเภทและเป้าหมายของกิจการให้ชัดเจน
และต้องมีบุคลากรที่เหมาะสมกับลักษณะของงาน
จำนวนมากเพียงพอกับปริมาณของงาน
อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการทำธุรกิจส่งออก คือ
การสร้างความเชื่อถือและทำความรู้จักลูกค้า
เพราะการดำเนินธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้จัก
และความเชื่อถือแก่ผู้ซื้อสิน้คาในตลาดต่างประเทศ
เพราะการที่ผู้ซื้อเชื่อถือกิจการแล้ว
ความร่วมมือกันในการทำธุรกิจก็จะดีขึ้นด้วย นอกจากนี้
ผู้ประกอบการยังต้องประเมินกำลังผลิต และความสามารถในการส่งออก
โดยเริ่มต้นพิจารณาจากสินค้าใดเป็นสินค้าที่กิจการสามารถส่งออกได้
โดยประเมินกำลังการผลิตโดยรวม หรือหากสามารถผลิตได้
แต่คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็จะทำให้เกิดปัญหากับลูกค้า
ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธการยอมรับของลูกค้า
สำหรับการส่งออกสินค้านั้น
การตลาดถือเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องคำนึงถึง
โดยการเลือกตลาดเพื่อการส่งออกนั้นทำได้หลายวิธี
ทั้งการวิจัยตลาดที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ เช่น
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ หอการค้า สำนักงานที่ปรึกษาการพาณิชย์
ตลอดจนการศึกษาจำนวนประชากรของประเทศที่คาดว่าจะเป็นลูกค้า
เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเลือกตลาดและพิจารณาไปพร้อมๆ
กับอำนาจซื้อของประชากรประเทศนั้นๆ ด้วย
ท่านจะต้องศึกษาว่าประเทศใดมีสัดส่วนทางการตลาดในประเทศนั้นมากน้อยเพียงไรเพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการแข่งขัน
และพิจารณาว่ามีข้อจำกัดหรือกฎระเบียบใดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่จะส่งออก
เพื่อจะได้เตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วน
ส่วนการวิจัยตลาดที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น
การเดินทางไปศึกษาตลาดด้วยตนเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงมากนั้น
แลกมาด้วยการเห็นสภาพตลาดที่แท้จริง เห็นความต้องการของผู้บริโภค
รสนิยมลูกค้า
ตลอดจนสามารถติดต่อโดยตรงกับผู้นำเข้าได้อีกด้วย
ดิฉันขอสรุปความสำคัญในการเลือกตลาดสำหรับผู้ส่งออกไว้ดังนี้นะคะ
ก่อนอื่น ท่านต้องทราบขนาดของตลาดที่ต้องการส่งสินค้าไปขาย
โดยพิจารณาจาก จำนวนประชากร และความสามารถในการซื้อ
ต้องพิจารณาความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ
และการเมืองของประเทศที่จะส่งสินค้าไปขายว่ามีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้
ท่านยังต้องพิจารณาด้านแนวโน้มการขยายตัวของการนำเข้าสินค้าโดยสามารถศึกษาได้จากข้อมูลทางสถิติต่างๆ
ย้อนหลังไปประมาณ 3 - 5
ปี และต้องศึกษาถึงขั้นตอนและวิธีการส่งออก
ค่าระวาง และระยะเวลาในการขนส่ง
เพื่อจะได้กำหนดวันส่งมอบสินค้าได้อย่างถูกต้อง
และต้องทำความเข้าใจข้อจำกัด และข้อกำหนดต่างๆ
ของประเทศที่นำเข้าสินค้า เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาแต่เนิ่นๆ
ค่ะ
ย้อนกลับ
