ระบบ EDI สำหรับการนำเข้า ส่งออก
EDI
ย่อมาจาก Electronic Data Interchange ซึ่งหมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งมีหลักการคล้ายกับ Fax ผู้ส่งข้อมูล
และผู้รับข้อมูลจะต้องมีเครื่อง Fax ข้อมูลจะถูกส่งผ่านทางสายโทรศัพท์ แต่ในระบบ
EDI จะใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แทน
โดยผู้ให้บริการในการรับส่งข้อมูล คือ VAN (Value Added
Network) ผู้ส่งข้อมูลเพียงแต่
คีย์ข้อมูลที่ต้องการส่งลงพีซี โดยทำการระบุว่าจะส่งให้ใคร
แล้วก็หมุนโทรศัพท์ส่งผ่านข้อมูลไปยัง VAN ซึ่งก็จะเอาข้อมูลของผู้ส่งไปใส่ในตู้ไปรษณีย์ของผู้รับโดยอัตโนมัติ
ผู้รับมีกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ มาเปิดตู้ไปรษณีย์ของตัวเอง
เอาข้อมูลไปดำเนินการต่อ ขั้นตอนข้างต้นจะทำโดยอัตโนมัติ
ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย
กรมศุลกากร
เป็นหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่นำระบบ EDI
มาใช้อย่างเต็มรูปแบบตามมาตรฐานของ UN
สำหรับการเตรียมการ
และค่าใช้จ่าย
ผู้ใช้
EDI
มีทางเลือก 2 ทาง
คือ
1.
ไปใช้บริการของ
Customs Broker ที่ให้บริการด้วยระบบ EDI
ซึ่งผู้นำเข้า/ผู้ส่งออก
ไม่ต้องจัดหาอะไรพิเศษเลย เพียงแค่บอก Customs
Broker ว่าต้องการใช้ระบบ EDI เขาจะจัดการให้ทุกอย่าง
2.
เป็นผู้ใช้
EDI
โดยตรง วิธีนี้เหมาะกับผู้นำเข้า/ผู้ส่งออกรายใหญ่
ที่มีระบบคอมพิวเตอร์ภายในของตัวเองแล้ว ยังต้องมี EDI
Software และ Software สำหรับบันทึกข้อมูล Invoice ข้อมูลใบขนสินค้า นอกจากนี้ต้องเลือกว่า
จะส่งข้อมูลผ่านผู้ให้บริการ EDI รายใด
ขณะนี้มี 4 ราย ได้แก่ EXIMNET ,
TIFFA , THAITRADENET และการสื่อสารแห่งประเทศไทย
ขั้นตอนต่อไปต้องจดทะเบียนเป็น EDI User กับกรมศุลกากร
และต้องทดสอบระบบก่อนที่จะส่งจริง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
หากเลือกวิธีที่ 2 ซึ่งมี Hardware
และ Software และอุปกรณ์สื่อสารก็ประมาณ 100,000 บาท
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
เช่น รายชื่อ Customs Broker ที่ให้บริการ
EDI รายชื่อบริษัทที่ขาย Software
รายชื่อผู้ให้บริการ EDI สามารถติดต่อไปที่ สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ โทร
02-671-7151
ย้อนกลับ
